ประวัติศาลพ่อขุนศักรินทร์ในอดีต
![]() |
| ขอบคุณที่มาจาก : https://www.google.co.th/search?q=ศาลพ่อขุนศักรินทร์ |
ความแตกต่างบทความประวัติของผู้เขียนทั้งสองท่านคือ
อาจารย์จำเนียร ได้กล่าวถึงประวัติการตั้งศาลที่ได้เขียนเหมือนหนังสือเล่มหนึ่ง
ชื่อหนังสือ “จากฝึกหัดครูสู่ราชภัฏนครราชสีมา”ที่ทางสถาบันได้จัดพิมพ์ขึ้นมาเมื่อปี พ.ศ. 2538
ส่วนท่านที่สอง อาจารย์วิไลวรรณ อาจารย์วิไลวรรณเขียนจากเรื่องราวที่ท่านทราบ จากคนใกล้ชิดของพ่อขุน เพราะท่านเคยรู้จักกับบุคคลในครอบครัวของ ขุนศักรินทร์
ซึ่งเป็นญาติสนิทของอาจารย์วิไลวรรณ นี่จึงเป็นข้อยืนยันจากอาจารย์วิไลวรรณว่า พ่อขุนศักรินทร์ มีตัวตนจริง
เริ่มจาากผู้เขียนท่านแรก อาจารย์จำเนียร ศุภลักษณ์ศึกษากร
อดีตอาจารย์โรงเรียนฝึกหัดครูนครราชสีมาท่านอธิบายว่า ”ขุนศักรินทร์” เป็นชื่อเจ้าของที่ดินแห่งทุ่งตะโกรายอันเป็นสถานที่ตั้งของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมาในปัจจุบัน
และได้เล่าประวัติการตั้งศาลมีเหตุการณ์ที่น่าสนใจ ดังได้คัดลอกมาจากหนังสือ “จากฝึกหัดครูสู่ราชภัฏนครราชสีมา” ที่ทางสถาบันได้จัดพิมพ์ขึ้นมาเมื่อปี
พ.ศ. 2538 ดังนี้
เมื่อประมาณ 2492 อาจารย์อรรจน์
วิวัฒน์สุนทรพงศ์
เป็นอาจารย์ใหญ่
ท่านมีจักรยานสองล้ออยู่คันหนึ่ง
จำยี่ห้อไม่ได้ซึ่งจอดไว้ที่สโมสรข้าราชการนครราชสีมา เกิดหายไปจึงแจ้งให้อาจารย์จำเนียร รีบติดตาม
อาจารย์จำเนียรจึงรีบไปหาหมอดู (สมัยนั้นเรียกหมอส่อง)
คือส่องเทียนที่ชามบายศรีครู
ข้างในบายศรีมีไข่ต้ม 1 ใบ เงินยกครู 1 บาท 50 สตางค์ กระจกเงา 1 บาท
ธูปเทียน
อาจารย์ผู้ส่อง
ได้มาทำการส่องที่บ้านพักอาจารย์ใหญ่ (บ้านพักอธิการปัจจุบัน)
ทำการส่องแล้วมองไม่เห็นในกระจกว่าจักรยานอยู่แห่งไหน บอกว่าเพราะมีเจ้าที่มาบังอยู่ บอกชื่อพร้อมสรรพว่าเจ้าที่แห่งนี้คือ “ขุนศักรินทร์” ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับคุณตาของเจ้าของที่ ที่ขายให้รัฐบาลสร้างโรงเรียนฝึกหัดครูแห่งนี้
ขอให้จุดธูปและขอขมาเสียก่อน
คุณแม่ลูกอิน (ภรรยาอาจารย์ใหญ่)
จึงจุดธูปขอขมาและถามหมอส่องว่าเขาต้องการอะไรอีกหมอส่องบอกว่า ต้องการศาลเพื่ออยู่อาศัย 1 หลัง
ทุกคนยินดีตามที่ขอหลังจากได้จักรยาน 2 ล้อกลับคืนแล้ว
หมอส่อง
ส่องต่อไปพบว่าจักยานที่ขโมยไปนั้นซ่อนไว้ที่คูเมืองหลังสโมสรข้าราชการนั้นเอง แต่ได้เคลื่อนที่ไปที่อื่นแล้ว มุ่งหน้าไปทางอำเภอปักธงชัย
อาจารย์จำเนียรขอร้องให้ตามหมอส่องไปทางอำเภอปักธงชัย หมอไปไม่ได้
ติดอยู่ยามรักษาการณ์ (หมอส่องเป็นทหาร) จึงสอนวิธีส่องให้นักเรียนครูคนหนึ่ง ซึ่งเคยส่องมาแล้วชื่อนายนุ่ม เย็นใจ
บ้านอยู่อำนาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี ตามไปส่องหาจักรยานแทน นายนุ่ม
เย็นใจ
ตามส่องหาจักรยานกับอาจารย์จำเนียรถึง 4 วัน จึงได้จักรยานคืน
ด้วยเหตุผลดังกล่าว
จึงได้ตั้งศาลให้พ่อขุนศักรินทร์ทางด้านทิศตะวันออกของบ้านพัก อาจารย์ใหญ่
ติดกับต้นทองหลางใหญ่ริมคูน้ำ
เมื่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว
นายนุ่ม เย็นใจ
ได้ส่องถามพ่อขุนศักรินทร์ว่าท่านต้องการอะไรบ้าง จะได้จัดการเซ่นสักการะถูกใจท่าน นายนุ่ม เย็นใจ ส่องถามและจดรายการไว้ดังนี้
1. ผ้าม่วง 2. ผ้าขาวม้าไหม 3.
ผ้าถุง 2 ผืน (ท่านมีภรรยา 2 คน) 4. เสื้อขาวแขนกระบอก
2 ตัว 5. สไบเฉียงสีเหลืองและสีเขียวอย่างละ
1 ผืน (คงเป็นสัญลักษณ์ของธงวิทยาลัยครูทุกวันนี้) 6.
อาหารหวานคาวตามถนัด
เมื่อตระเตรียมเสร็จเรียบร้อยแล้ว
จึงได้ทำพิธีตั้งศาล
และได้ชื่อ “ศาลเจ้าพ่อขุนศักรินทร์” แต่นั้นมา
ศาลพ่อขุนศักรินทร์ได้ตั้งไว้ในที่ดังกล่าวเป็นเวลาหลายปี จนกระทั่งตอนหลัง (จำ พ.ศ. ไม่ได้) อาจารย์ช่วง
รัตนกุสุมภ์
ได้ทำพิธีอัญเชิญย้ายศาลพ่อขุนศักรินทร์ไปอยู่ทางฝั่งลำตะคลอง ซึ่งปรากฏอยู่ตราบเท่าทุกวันนี้
ท่านที่ 2 อาจารย์วิไลวรรณ
เอื้อวิทยาศุภร
อดีตผู้รักษาการผู้อำนวยการวิทยาลัยครูนครราชสีมา ท่านเล่าว่าสมัยที่ท่านมีอายุไม่มากนัก เคยรู้จักกับบุคคลในครอบครัวของ “ขุนศักรินทร์” ซึ่งเป็นญาติสนิทของท่าน ซึ่งเป็นข้อยืนยันว่า “ขุนศักรินทร์” มีตัวตนจริง
ศาลพ่อขุนศักรินทร์ปัจจุบันจะมีรูปปั้นของ
“ขุนศักรินทร์” ขนาดเท่าคนจริงในท่านั่งห้อยเท้า
มือขวากำดาบไว้บนตัก
หน้าตาท่าทางดูกำยำ
น่าเกรงขาม เหมือนคนโบราณ ผู้ปั้นคือ
ผศ.ดร.สามารถ จับโจร
ซึ่งขณะนั้นเพิ่งเข้ามารับราชการที่สถาบันราชภัฏนครราชสีมาใหม่ๆ
ไม่ทราบว่าผู้ปั้นได้ข้อมูลเกี่ยวกับรูปร่าง ลักษณะ
หน้าตา ท่าทาง มาจากไหน
อาจจะเป็นจินตนาการของผู้ปั้นเองก็ได้
มีข้อที่น่าสนใจเกี่ยวกับดาบที่ท่านถือนั้น นายสร้อย
สิทธิเสือ ได้ให้ข้อมูลแก่ข้าพเจ้าว่า คนที่ไปกราบไหว้หรือแก้บน มักจะใช้ดาบเป็นเครื่องบูชา
ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าที่นำดาบเป็นเครื่องบูชาก็เพราะท่านมาเข้าฝัน เลยถือเป็นข้อปฏิบัติสืบเนื่องต่อ ๆ กันมา
