ศาลพ่อขุนศักรินทร์

ประวัติศาลพ่อขุนศักรินทร์ในอดีต

ศาลเจ้าพ่อขุนศักรินทร์

ถ้าจะกล่าวถึงศาลพ่อขุนศักรินทร์ คือเป็นอีกหนึ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของทั้งบุคลากรและนักศึกษาภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา นอกจากนี้ยังมีบุคคลภายนอกที่ศรัทธาในพ่อขุนศักรินทร์ เริ่มจากที่ตั้งของศาลพ่อขุนศักรินทร์
ที่ตั้งศาลพ่อขุนศักรินทร์
ตั้งอยู่ภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา  หลังสุดของมหาลัย ใกล้กับตึกของคณะวิทยาการจัดการ (ตึกสีส้ม)  ติดสระน้ำของทางมหาวิทยาลัยและโรงเรียนสาธิต จุดสำคัญที่สามารถมองเห็นได้ของศาลพ่อขุนศักรินทร์คือ เป็นศาลสีขาวที่มีรูปปั้นพ่อขุนอยู่ แล้วจะมีป้ายติดบอกอยู่ด้านบนของศาล เขียนว่า "ศาลเจ้าพ่อขุนศักรินทร์"

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ที่ตั้งศาลพ่อขุนศักรินทร์
ขอบคุณที่มา    https://www.google.co.th/search?q=ที่ตั้งศาลพ่อขุนศักรินทร์





ผู้เขียนประวัติศาลพ่อขุนศักรินทร์ในอดีต


ขอบคุณที่มาจาก  :  https://www.google.co.th/search?q=ศาลพ่อขุนศักรินทร์


ท่านแรก  อาจารย์จำเนียร  ศุภลักษณ์ศึกษากร  อดีตอาจารย์โรงเรียนฝึกหัดครูนครราชสีมาท่านอธิบายว่า  ”ขุนศักรินทร์”  เป็นชื่อเจ้าของที่ดินแห่งทุ่งตะโกรายอันเป็นสถานที่ตั้งของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมาในปัจจุบัน  และได้เล่าประวัติการตั้งศาลมีเหตุการณ์ที่น่าสนใจ  ดังได้คัดลอกมาจากหนังสือ “จากฝึกหัดครูสู่ราชภัฏนครราชสีมา”  ที่ทางสถาบันได้จัดพิมพ์ขึ้นมาเมื่อปี พ.ศ. 2538 ดังนี้
         เมื่อประมาณ 2492  อาจารย์อรรจน์  วิวัฒน์สุนทรพงศ์  เป็นอาจารย์ใหญ่  ท่านมีจักรยานสองล้ออยู่คันหนึ่ง  จำยี่ห้อไม่ได้ซึ่งจอดไว้ที่สโมสรข้าราชการนครราชสีมา  เกิดหายไปจึงแจ้งให้อาจารย์จำเนียร  รีบติดตาม  อาจารย์จำเนียรจึงรีบไปหาหมอดู (สมัยนั้นเรียกหมอส่อง) คือส่องเทียนที่ชามบายศรีครู  ข้างในบายศรีมีไข่ต้ม 1 ใบ เงินยกครู 1 บาท 50 สตางค์ กระจกเงา 1 บาท ธูปเทียน
        อาจารย์ผู้ส่อง  ได้มาทำการส่องที่บ้านพักอาจารย์ใหญ่ (บ้านพักอธิการปัจจุบัน) ทำการส่องแล้วมองไม่เห็นในกระจกว่าจักรยานอยู่แห่งไหน  บอกว่าเพราะมีเจ้าที่มาบังอยู่  บอกชื่อพร้อมสรรพว่าเจ้าที่แห่งนี้คือ “ขุนศักรินทร์” ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับคุณตาของเจ้าของที่  ที่ขายให้รัฐบาลสร้างโรงเรียนฝึกหัดครูแห่งนี้
        ขอให้จุดธูปและขอขมาเสียก่อน  คุณแม่ลูกอิน (ภรรยาอาจารย์ใหญ่)  จึงจุดธูปขอขมาและถามหมอส่องว่าเขาต้องการอะไรอีกหมอส่องบอกว่า  ต้องการศาลเพื่ออยู่อาศัย 1 หลัง  ทุกคนยินดีตามที่ขอหลังจากได้จักรยาน 2 ล้อกลับคืนแล้ว
        หมอส่อง  ส่องต่อไปพบว่าจักยานที่ขโมยไปนั้นซ่อนไว้ที่คูเมืองหลังสโมสรข้าราชการนั้นเอง  แต่ได้เคลื่อนที่ไปที่อื่นแล้ว  มุ่งหน้าไปทางอำเภอปักธงชัย  อาจารย์จำเนียรขอร้องให้ตามหมอส่องไปทางอำเภอปักธงชัย  หมอไปไม่ได้  ติดอยู่ยามรักษาการณ์  (หมอส่องเป็นทหาร)  จึงสอนวิธีส่องให้นักเรียนครูคนหนึ่ง  ซึ่งเคยส่องมาแล้วชื่อนายนุ่ม  เย็นใจ 
บ้านอยู่อำนาจเจริญ  จังหวัดอุบลราชธานี  ตามไปส่องหาจักรยานแทน  นายนุ่ม  เย็นใจ  ตามส่องหาจักรยานกับอาจารย์จำเนียรถึง 4 วัน  จึงได้จักรยานคืน
           ด้วยเหตุผลดังกล่าว  จึงได้ตั้งศาลให้พ่อขุนศักรินทร์ทางด้านทิศตะวันออกของบ้านพัก  อาจารย์ใหญ่  ติดกับต้นทองหลางใหญ่ริมคูน้ำ  เมื่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว  นายนุ่ม  เย็นใจ  ได้ส่องถามพ่อขุนศักรินทร์ว่าท่านต้องการอะไรบ้าง  จะได้จัดการเซ่นสักการะถูกใจท่าน  นายนุ่ม เย็นใจ  ส่องถามและจดรายการไว้ดังนี้
1.  ผ้าม่วง  2. ผ้าขาวม้าไหม  3.  ผ้าถุง 2 ผืน (ท่านมีภรรยา 2 คน) 4.  เสื้อขาวแขนกระบอก 2 ตัว  5.  สไบเฉียงสีเหลืองและสีเขียวอย่างละ 1 ผืน (คงเป็นสัญลักษณ์ของธงวิทยาลัยครูทุกวันนี้)  6.  อาหารหวานคาวตามถนัด  เมื่อตระเตรียมเสร็จเรียบร้อยแล้ว  จึงได้ทำพิธีตั้งศาล  และได้ชื่อ  “ศาลเจ้าพ่อขุนศักรินทร์”  แต่นั้นมา
ศาลพ่อขุนศักรินทร์ได้ตั้งไว้ในที่ดังกล่าวเป็นเวลาหลายปี  จนกระทั่งตอนหลัง (จำ พ.ศ. ไม่ได้)  อาจารย์ช่วง  รัตนกุสุมภ์  ได้ทำพิธีอัญเชิญย้ายศาลพ่อขุนศักรินทร์ไปอยู่ทางฝั่งลำตะคลอง  ซึ่งปรากฏอยู่ตราบเท่าทุกวันนี้




              ท่านที่ อาจารย์วิไลวรรณ  เอื้อวิทยาศุภร  อดีตผู้รักษาการผู้อำนวยการวิทยาลัยครูนครราชสีมา  ท่านเล่าว่าสมัยที่ท่านมีอายุไม่มากนัก  เคยรู้จักกับบุคคลในครอบครัวของ  “ขุนศักรินทร์”  ซึ่งเป็นญาติสนิทของท่าน  ซึ่งเป็นข้อยืนยันว่า  ขุนศักรินทร์”  มีตัวตนจริง
              ศาลพ่อขุนศักรินทร์ปัจจุบันจะมีรูปปั้นของ  “ขุนศักรินทร์”  ขนาดเท่าคนจริงในท่านั่งห้อยเท้า  มือขวากำดาบไว้บนตัก  หน้าตาท่าทางดูกำยำ  น่าเกรงขาม  เหมือนคนโบราณ  ผู้ปั้นคือ  ผศ.ดร.สามารถ  จับโจร  ซึ่งขณะนั้นเพิ่งเข้ามารับราชการที่สถาบันราชภัฏนครราชสีมาใหม่ๆ  ไม่ทราบว่าผู้ปั้นได้ข้อมูลเกี่ยวกับรูปร่าง  ลักษณะ  หน้าตา  ท่าทาง  มาจากไหน  อาจจะเป็นจินตนาการของผู้ปั้นเองก็ได้  มีข้อที่น่าสนใจเกี่ยวกับดาบที่ท่านถือนั้น  นายสร้อย  สิทธิเสือ  ได้ให้ข้อมูลแก่ข้าพเจ้าว่า  คนที่ไปกราบไหว้หรือแก้บน  มักจะใช้ดาบเป็นเครื่องบูชา  ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าที่นำดาบเป็นเครื่องบูชาก็เพราะท่านมาเข้าฝัน  เลยถือเป็นข้อปฏิบัติสืบเนื่องต่อ ๆ กันมา 


ความแตกต่างของผู้เขียนทั้งสองท่านคือ อาจารย์จำเนียร ได้กล่าวถึงประวัติการตั้งศาลที่ได้เขียนเหมือนหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อหนังสือ “จากฝึกหัดครูสู่ราชภัฏนครราชสีมาที่ทางสถาบันได้จัดพิมพ์ขึ้นมาเมื่อปี พ.ศ. 2538  ส่วนท่านที่สอง อาจารย์วิไลวรรณ ท่านเขียนจากเรื่องราวที่ท่านทราบมา จากคนใกล้ชิดของพ่อขุน เพราะท่านเคยรู้จักกับบุคคลในครอบครัวของ  ขุนศักรินทร์  ซึ่งเป็นญาติสนิทของท่าน  นี่จึงเป็นข้อยืนยันว่า  พ่อขุนศักรินทร์  มีตัวตนจริง




ประวัติศาลพ่อขุนศักรินทร์ในปัจจุบัน







ศาลพ่อขุนศักรินทร์ มีอยู่ว่าเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2492 อาจารย์อรรจน์ วิวัฒน์สุนทรพงศ์ เป็นอาจารย์ใหญ่ในสมัยนั้น ท่านมีจักรยานสองล้ออยู่คันหนึ่ง จอดไว้ที่สโมสรข้าราชการนครราชสีมา ได้เกิดหายไป จึงแจ้งให้อาจารย์จำเนียร ศุภลักษณ์ศึกษาการ อาจารย์จึงได้ให้หมอส่องในสมัยนั้น (ปัจจุบันเรียกหมอดู) ทำการส่องเทียน โดยมีชามบายศรีครู ภายในชามบายศรี มีไข่ต้ม 1 ใบ เงินยกครู 1 บาท 50 สตางค์ กระจกเงา 1 บาน พร้อมธูปเทียน เมื่อทำการส่องแล้วมองไม่เห็นในกระจกว่ารถจักรยานอยู่แห่งไหน เพราะมีเจ้าที่มาบังอยู่ คือ “ขุนศักรินทร์” ซึ่งเป็นชื่อของคุณตาเจ้าของที่ที่ขายให้รัฐบาล เพื่อสร้างโรงเรียนฝึกหัดครูแห่งนี้ (ปัจจุบันมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา) คุณแม่อิน ซึ่งเป็นภรรยาอาจารย์ใหญ่ จึงได้จุดธูปเทียนขอขมาและถามหมอส่องว่า “ท่านต้องการอะไรอีก” หมอส่องบอกว่า “ท่านต้องการศาล เพื่ออยู่อาศัย 1 หลัง” หมอส่องหาจักรยานถึง 4 วันจึงได้จักรยานคืน ด้วยเหตุผลข้างต้น จึงได้ตั้งศาลพ่อขุนศักรินทร์ ทางด้านทิศตะวันออกของบ้านพักอาจารย์ใหญ่ ติดกับต้นทองหลางใหญ่ริมคูน้ำ

ศาลพ่อขุนศักรินทร์ได้ตั้งไว้ในสถานที่ดังกล่าวเป็นเวลาหลายปี จนกระทั้งภายหลัง อาจารย์ช่วงรัตนกุสุมภ์ ได้ทำพิธีอัญเชิญย้ายศาลพ่อขุนศักรินทร์ไปอยู่ทางฝั่งลำตะคอง ซึ่งปรากฏอยู่ตราบเท่าทุกวันนี้เพื่อเป็นที่อยู่ เป็นที่สักการบูชา “พ่อขุนศักรินทร์” อันเป็นเจ้าที่เจ้าทางของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา นอกจากนี้ยังได้มีพิธียกศาลพระภูมิ หน้าประตูทางเข้ามหาวิทยาลัย (ประตู 1) ได้เชิญดวงวิญญาณของท่านขุนศักรินทร์มาสถิต ณ ศาลนี้ด้วย
ศาลพ่อขุนศักรินทร์ ปัจจุบันจะมีรูปปั้นของ “ขุนศักรินทร์” มีขนาดเท่าคนจริงในท่านั่งห้อยเท้ามือขวากำดาบไว้บนตัก หน้าตาท่าทางดูกำยำ น่าเกรงขาม เหมือนคนโบราณ ผู้ปั้นคือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.สามารถ จับโจร รูปปั้นของพ่อขุนศักรินทร์ มีข้อน่าสนใจเกี่ยวกับดาบที่ท่านถือ นายสร้อย สิทธิเสือ อดีตหัวหน้าฝ่ายยานพาหนะมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ได้ให้ข้อมูลแก่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์อุทัย เดชตานนท์ ว่าคนที่กราบไหว้หรือแก้บน มักจะใช้ดาบเป็นเครื่องบูชา ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าที่นำดาบเป็นเครื่องบูชาก็เพราะว่าท่านมาเข้าฝัน จึงถือเป็นข้อปฏิบัติสืบเนื่องต่อกันมา